พิธีเปิด-เสก วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ ต.เฉวง อ.เกาะสมุย

พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล ประมุขสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิด-เสก วัดแม่พระองค์อุปภัมภ์ เฉวง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.2018 เวลา 10.00 น. พร้อมกับบรรดาผู้มีจิตศรัทธาและผู้สนับสนุนทุกท่าน ซึ่งได้บริจาคปัจจัยต่างๆ สำหรับการดำเนินการก่อสร้างวัดแม่พระองค์อุปถัมภ์แห่งนี้ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีอย่างมากมาย

แนวคิดในการออกแบบ

            จากบทอ่านนักบุญลูกา บทที่ 1:35 และ 1:38 จะเห็นได้ว่าการปรากฏตัวของทูตสวรรค์เพื่อแจ้งข่าวต่อพระนางมารีย์นั้น เป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังยิ่ง เป็นการยินยอมให้พระจิตสถิตในครรภ์ของนาง เพื่อก่อเกิดเป็นพระผู้ไถ่บาป พระนางมารีย์ยอมสละตนเพื่อเป็นสื่อกลางทางธรรมชาติแก่ทางรอดของมนุษย์

ในการออกแบบรูปทรงของอาคารนั้น ผู้ออกแบบต้องการรูปทรงของอาคารมีรูปทรงที่เรียบง่าย เบาสบาย แต่มีพื้นที่ภายในที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย ประหนึ่งอยู่ในครรภ์ของมารดา

รูปทรงจากภายนอกอาคารสื่อถึงลักษณะของมือซึ่งยกขึ้นภาวนา ผนวกกับลักษณะของปีกเทวฑูต และรัศมีการสถิตย์ของพระจิต การใช้แสงจากธรรมชาติภายในอาคาร เพื่อให้ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าในธรรมชาติรอบตัว ในสิ่งที่เหนือกว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแสงที่ลอดผ่านช่องแสงและเงาของเมฆที่ทอดลงบนผนังอาคารขณะเคลื่อนตัวผ่านอาคารด้านบน การจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ในสภาวะอากาศร้อนชื้นของเกาะสมุย จำเป็นจะต้องสร้างช่องที่มีลักษณะแคบยาว และฉากรับเงาที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงปีกที่ยื่นขึ้นทะลุช่องแสง เพื่อสร้างขอบของเงาจากแสงแดด เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเวลาจากธรรมชาติภายนอก โดยให้สูญเสียภาวะสบายภายในอาคารให้น้อยที่สุด

 

“ไร้ซึ่งการตกแต่ง คือการตกแต่งที่ดีที่สุด”

            ผู้ออกแบบนำเสนอการตกแต่งอาคารด้วยรูปเชิงสัญลักษณ์ให้น้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ร่วมพิธีกรรม สนใจอยู่กับการภาวนา พิธีกรรม และบรรยากาศของธรรมชาติเท่านั้น วัสดุที่เลือกใช้จึงเป็นวัสดุธรรมชาติที่ให้มีการปรุงแต่งน้อยที่สุด ผนังปูนขาว พื้นหินขัด กระจก เฟอร์นิเจอร์ไม้ไวท์โอ๊คสีธรรมชาติ และหินอ่อนสีขาวลายเทา ทั้งนี้ เพื่อให้ตัวอาคารเป็นเพียงฉากหลังของพิธีกรรมและธรรมชาติโดยรอบ เพื่อการระลึกถึงความสงบภายใจจิตใจผู้ภาวนา และความนอบน้อมต่อความยิ่งใหญ่อันแสนเรียบง่ายของพระเจ้าผู้สร้างสรรค์ธรรมชาติทั้งปวง

โดย นายจุติ กลีบบัว (สถาปนิก)

 

ประวัติความเป็นมาของวัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ เฉวง

            เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่ผ่านมา “เฉวง” ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่หลังเขา เป็นแหล่งทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือถนนคอนกรีต ความเจริญมีน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับ “หน้าทอน” ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ การไฟฟ้า การประปา และธนาคาร การสัญจรไปมาระหว่างคนในหมู่บ้านเฉวง และหน้าทอน ผู้คนมักจะเดินทางโดยรถสองแถวเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีไม่มากนัก โดยรถสองแถวจะมีวันละประมาณ 2–3 เที่ยวเท่านั้น
ความเป็นอยู่ของคนสมุยในสมัยนั้น จะมีอาชีพเพียงอย่างเดียวคือ ทำสวนมะพร้าว และใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง อาหารที่ใช้รับประทานจึงมักเป็นของที่ปลูกขึ้นเอง ชาวบ้านใช้ตะเกียงส่องสว่างในตอนกลางคืน ทำให้การทำงานของคนในเฉวงต้องเริ่มแต่เช้ามืด และกลับบ้านก่อนค่ำกันทุกบ้าน บางครั้งก็ทำให้เกิดความลำบากในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเจ็บป่วย อีกทั้งในสมัยนั้นเกาะสมุยมักได้รับผลกระทบบ่อยครั้งใน ราวเดือนธันวาคม ซึ่งมักจะมีพายุ ฝนตกหนัก ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน
นายส้อง สมชื่อ ในสมัยนั้น เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 (ปัจจุบันเป็นหมู่ที่3 และหมู่ที่6) เห็นว่าทางคุณพ่อในศาสนาคริสต์เป็นผู้ที่ช่วยเหลือชาวบ้าน และตนรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาคริสต์ จึงได้บริจาคที่ดินที่เฉวงให้กับมูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี จำนวนประมาณ 3 ไร่ 3 งานโดยมีพระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต เป็นประธานมูลนิธิ ฯ ซึ่งขณะนั้นได้สร้างวัดคาทอลิกที่หน้าทอนคือ วัดนักบุญอันนา เรียบร้อยแล้ว

ทางมูลนิธิฯ จึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานพยาบาลมารีย์อุปถัมภ์  เมื่อปี พ.ศ.2519  โดยได้รับทุนจากองค์การเมมีซา  ประเทศฮอลแลนด์  และได้รับบริจาคที่ดินจาก นายทองดุล  ธัญญวุฒิ,  คุณอรนงค์  ซื่อเพียรธรรม (นามสกุลเดิม ตั้งเพียรธรรม), นายชัยวัฒน์  โชคคณาพิทักษ์และภรรยา  เพื่อสร้างทางเข้าจากถนนใหญ่ไปสู่สถานพยาบาล  จำนวนประมาณ 60 ตารางวา  รวมเป็นที่ดินทั้งสิ้นประมาณ 3  ไร่  360 ตารางวา  โดยมีคุณพ่อนาตัลมาเน  เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างจนเสร็จและได้เปิดสถานพยาบาลมารีย์อุปถัมภ์เมื่อวันที่  20  กรกฎาคม พ.ศ. 2520  และในวันเดียวกันนี้เอง  คุณพ่อยอแซฟ  ฟอร์ลัสซินี  มารับหน้าที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนักบุญอันนา หน้าทอน แทนคุณพ่อนาตัลมาเน
เมื่อเปิดสถานพยาบาลมารีย์อุปถัมภ์ ได้มีพยาบาลคนแรกที่เป็นคนสมุยคือ คุณเคลือวัลย์ เจียงสุขใส(ศรีแสง) และนายแปลก แดงทับ เป็นแพทย์ประจำตำบล รักษาคนในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านมีความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ต้องเดินทางไปหน้าทอน พร้อมทั้งยังเปิดผดุงครรภ์ให้กับผู้หญิง ซึ่งมีผู้มารับบริการทุกวันโดยมิได้คิดมูลค่าบริการแต่อย่างใดเว้นแต่ค่ายาถ้าสามารถจ่ายได้  ทำให้ชาวบ้านเกิดความคุ้นเคย และมีอัธยาศัยที่ดีต่อคุณพ่อของศาสนาคริสต์ (ซึ่งจากเดิมไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน) และเริ่มเปิดกว้างต่อศาสนาคริสต์ ที่สามารถอยู่ร่วมกับคนท้องถิ่นที่นับถือศาสนาพุทธทั้งหมด
คุณพ่อยอแซฟ  ฟอร์ลัสซินีได้สังเกตเห็นว่า บริเวณคลินิกมีเด็กๆ เป็นจำนวนมาก ที่พ่อแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน และเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ที่บ้าน ท่านจึงได้รวบรวมเด็กๆ บริเวณวัดเฉวง ให้มาทำกิจกรรมที่สนุกสนาน เล่นเกม พร้อมทั้งเรียนคำสอนไปด้วย โดยมีบราเดอร์ชาญชัย ชื่นพระแสง และบราเดอร์ยอห์น(คุณพ่อยอห์น ตามาโย) เป็นครูคำสอนรุ่นแรก
ต่อมาทางคณะเซนต์ปอลเดอชาร์ตร ได้ส่งมาเซอร์มาประจำที่คลินิก ทำให้เด็กๆ ได้เรียนคำสอนจากมาเซอร์ด้วย และบางครั้งคุณพ่อได้เชิญบราเดอร์จากสุราษฎร์ฯ มาจัดกิจกรรม และสอนคำสอนในช่วงเย็น และวันเสาร์–อาทิตย์เพิ่มขึ้นด้วย โดยบราเดอร์ที่มาสอนคำสอนต้องเดินทางไป-กลับ ระหว่างหน้าทอนและเฉวงทุกวัน เด็กๆ จะคอยบราเดอร์อยู่บริเวณหน้าประตูรั้วของคลินิกในทุกๆ วัน
จากที่สร้างอาคารหนึ่งหลังไว้สำหรับเป็นคลินิก และที่พักของพยาบาล มาเซอร์รวมทั้งเด็กๆ ที่มาเรียนคำสอนแล้วไม่อยากกลับบ้านจึงขอค้างคืนที่คลินิกด้วย นอกจากนี้มีห้องสำหรับรักษาผู้ป่วย ห้องจ่ายยา ห้องพักคนไข้ (ถ้ามีความจำเป็นต้องรักษา และพักค้างคืน) โดยใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟ พร้อมทั้งได้สร้าง “วัดน้อย” อีกหนึ่งห้อง ทำให้เด็กๆ รู้จักการรักษาความเงียบ เมื่อมาสวดในวัด
เมื่อถึงระยะเวลาที่เหมาะสม คุณพ่อยอแซฟ  ฟอร์ลัสซินีและมาเซอร์จะถามความสมัครใจของเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่มาเรียนคำสอนว่า สมัครใจ และมีความพร้อมในการรับศีลล้างบาปหรือไม่?ถ้าเป็นเด็กๆ ต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดกลุ่มคาทอลิกของเฉวงขึ้นเป็นกลุ่มแรก มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีการโปรดศีลล้างบาป คุณพ่อได้เชิญครูคาทอลิกจากโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี มาเป็นพ่อ-แม่ทูนหัว โดยพิธีรับศีลล้างบาปจะจัดที่วัดนักบุญอันนา หน้าทอน บางรุ่นก็มีท่านนายอำเภอเกาะสมุยมาร่วมเป็นสักขีพยานในวัดด้วย
หลังจากที่ผู้ใหญ่ส้อง  สมชื่อ  บริจาคที่ดินแล้ว ก็ได้เรียนคำสอน พร้อมรับศีลล้างบาปด้วยในเวลาต่อมา และยังได้นำลูกๆ ให้มาเรียนคำสอนกับมาเซอร์ ซึ่งต่อมาลูกทุกคนได้นับถือศาสนาคริสต์
ต่อมาผู้ใหญ่ส้อง  สมชื่อ เห็นว่าการให้ที่ดินเกิดผลประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างแท้จริง ทั้งยังทำให้ชาวบ้านมีความรัก ความสามัคคีมากขึ้น รวมทั้งสุขภาพที่ดี เสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก จึงได้เชิญคุณพ่อยอแซฟ  ฟอร์ลัสซินีให้ร่วมกันสร้างเขื่อนดิน (ปัจจุบันคือบริเวณค่ายมวยเพชรบัญชา)  ได้ระดมทุนจากต่างประเทศ เพื่อสร้างเขื่อนที่เชื่อมกันระหว่างชาวบ้านเฉวงฝั่งเกาะฟาน กับชาวบ้านเฉวงฝั่งชายทะเล ซึ่งชาวบ้านจะต้องเดินทางในที่นา  และมีความลำบากมากในฤดูน้ำมาก ในฤดูฝนชาวบ้านต้องใช้เรือพายในการติดต่อกัน บางคนไม่มีเรือ ก็เดินลุยน้ำข้ามมา บางคนก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะน้ำลึกมาก คุณพ่อยอแซฟ  ฟอร์ลัสซินีจึงได้สร้างเขื่อนขึ้นในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ทำให้ชาวบ้านทั้ง 2 ฝั่งเดินทางได้สะดวกมากขึ้น

ในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) พระสังฆราชเปโตร  คาเร็ตโต ได้โอนสถานพยาบาลนี้ให้อยู่ในความดูแลของคณะภคินีเซนต์ปอลเดอ ชาร์ต  วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2522  คณะมาเซอร์รุ่นแรกที่มาทำงานแพร่ธรรมที่เกาะสมุยมีดังนี้คือ เซอร์โกลติลด์  เป็นอธิการิณีเซอร์  โรซารี  เซอร์ฮองรีดอมินิกเซอร์แคร์  ในยุคแรกเริ่มสมัยบุกเบิกนั้น  คณะมาเซอร์มีความลำบากและเต็มไปด้วยอุปสรรค ไฟฟ้าก็ไม่มีใช้  น้ำก็ต้องลงไปตักที่บ่อ (ปัจจุบันบ่อน้ำยังคงอยู่ข้างๆ อาคารมารีย์อุปถัมภ์) มีความพากเพียร มานะ  อดทน อุทิศตน

วันที่29กรกฎาคม พ.ศ. 2522เป็นวันฉลองวัดนักบุญอันนา หน้าทอน พระสังฆราชเปโตร  คาเร็ตโต เป็นประธานในพิธีโปรดศีลล้างบาปแก่เด็ก ๆ  และในช่วงบ่าย สัตบุรุษและผู้มาร่วมบูชามิสซา ร่วมพิธีเปิดเขื่อนที่บ้านเฉวงใหญ่ชาวบ้านทุกคนต่างร่วมมือร่วมแรงกันเลี้ยงอาหารแขกที่มาในงานนี้ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเอง                                                                                                                                                                           คุณพ่อยอแซฟฟอรัสซินีได้ชื่อว่าเป็นคุณพ่อนักพัฒนาให้กับชุมชนชาวเฉวงอย่างแท้จริง ท่านช่วยเหลือ เยี่ยมเยียนครอบครัวต่างๆ ที่มีความยากจน และรักเด็กๆ มาก ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ และเป็นที่รู้จักของคนทุกรุ่น ใครที่มีความทุกข์ยากลำบาก ท่านสามารถช่วยเหลือได้ ท่านจะช่วยเหลือเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเด็กๆ ในสมัยนั้นถือว่าท่าน และมาเซอร์เป็นผู้จุดประกายให้เด็กๆ รู้จักการเรียนหนังสือ ได้เห็นโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น
ต่อมาคุณพ่อเห็นว่าทางคลินิก มีคนมารักษามากขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน สถานที่จึงไม่เพียงพอ และไม่สะดวกต่อการพักอาศัยของพยาบาล และมาเซอร์ที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันที่เป็นผู้หญิงจึงได้ขออนุญาตสร้างอาคารอีก 1 หลัง (บ้านมาเซอร์หลังปัจจุบัน) และรับผู้ช่วยพยาบาลอีก 1 คนคือ นางสาวมะลิ  สมหวัง พร้อมทั้งย้าย “วัดน้อย” ในคลินิก มาไว้ที่ด้านล่างของบ้านพัก ซึ่งขณะนั้นคาทอลิกเฉวงมีประมาณ 20 คน คุณพ่อจะทำมิสซาให้กับคาทอลิกเฉวงทุกๆ วันอาทิตย์โดยขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามถนนดินลูกรัง ซึ่งบางครั้งท่านก็ได้รับอุบัติเหตุจากรถล้มบ้าง แต่คุณพ่อก็ไม่เคยขาดการทำมิสซาให้กับเด็กๆ ในเวลาต่อมาชาวบ้านจึงให้ความเคารพต่อท่านมาก ชาวบ้านสามารถเข้ามาพูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ได้อย่างมีความสุข  ชาวบ้านจึงเรียกคลินิกนี้ว่า “โรงคริสต์”
วันอาทิตย์ที่  1  มิถุนายน  พ.ศ. 2523  ได้มีการเสกวัดน้อยของบ้านเฉวง ซึ่งอยู่ในบ้านพักของมาเซอร์ และยังคงใช้อยู่จนกระทั่งเริ่มมีการ ก่อสร้างวัดใหม่  (ได้รื้อทิ้งไปเมื่อปี พ.ศ.2559  ปัจจุบันคือบริเวณที่จอดรถ) เซอร์คริสตีน่าและเซอร์เอลิส ก็ยังคงดำเนินงานอยู่ โดยการสอนคำสอนและออกเยี่ยมชาวบ้าน    ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2527  ได้มีการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ  และเริ่มมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก  และในปลายปีนี้เอง บ้านสำหรับเยาวชนก็ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย  ในปี พ.ศ. 2533  นั้นทั้งจำนวนเด็กและคนไข้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันมาก  อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สถานพยาบาลจึงมีงานทำทั้งกลางวันและกลางคืน

ในวันที่  21  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2533 เป็นเหตุการณ์ที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่ได้เกิดขึ้นนั่นก็คือ  เครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ตกที่เกาะนี้ซึ่งห่างจากสถาน  พยาบาลประมาณ 1  กิโลเมตร  มีผู้เสียชีวิตถึง 38  ชีวิต มีพิธีทางศาสนาคริสต์  ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ เพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณ  38  ดวง  ซึ่งส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

 

 

ปัจจุบันวัดคริสต์ที่เฉวงนี้ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เยาวชนที่เป็นคาทอลิกก็มีการแยกย้ายถิ่นฐานไปทำงานในที่ต่างๆ ความเจริญเข้ามาสู่หมู่บ้านเฉวงอย่างรวดเร็ว จากชาวบ้านที่เป็นชาวสวน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาทำธุรกิจ การท่องเที่ยว ชาวบ้านดั้งเดิมบางคนขายที่ดินให้นายทุน เพื่อไปสร้างสวนในแผ่นดินใหญ่ บางคนย้ายกลับมาทำธุรกิจโรงแรม คลินิกเฉวงจึงไม่ค่อยมีชาวบ้านมารักษา (ปัจจุบันมีคนต่างถิ่นมาอาศัยมากขึ้น) คลินิกเฉวงจึงถูกปิดลง และมาเซอร์ได้เปิดสถานเลี้ยงเด็กขึ้นเพื่อมาทดแทน และ “วัดคริสต์” ที่เฉวงก็เป็นงานอภิบาลให้แก่นักท่องเที่ยวนานาชาติ และคาทอลิกที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เกาะสมุย  ทำให้วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ (อาคารเดิม) มีบริเวณไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลสำคัญ ๆ

พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีลจึงได้ระดมทุนหาผู้มีจิตศรัทธามาสนับสนุนในการสร้างวัดใหม่ซึ่งมีคุณขจิตพรรณ  อภิชาตธนพัฒน์ได้บริจาคเงินก้อนแรกให้พระสังฆราช  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณอรนงค์  ซื่อเพียรธรรม และครอบครัว ที่ได้ให้ทุนในการสร้างอาคารโบสถ์  และร่วมถึงผู้มีจิตศรัทธา และผู้สนับสนุนอีกหลายท่านที่ได้บริจาคในดำเนินการสร้างวัดหลังใหม่นี้ ได้มีการวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา และดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยใช้ชื่อว่า วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ เฉวง และได้ทำการเปิดและเสกวัดในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561โดยมีพระสังฆราชโยเซฟประธาน ศรีดารุณศีล เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยนักบวชชาย-หญิง และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีฯ อย่างมากมาย

ขอโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับพระทัยดี และผลงานของพระองค์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา บัดนี้เรามีวัดใหม่ที่สวยงามและเหมาะสมสำหรับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ขอพระองค์โปรดให้พระพรได้หลั่งไหลจากสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสมอไปเทอญ

 (เขียนโดย คุณครูสุภา จันทร์สุข)